วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

วิเคราะห์สาระการเรียนรู้


การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้
             การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้จะเป็นการจำกัดขอบเขตของเรื่องที่จะนำมาสอนกับเรื่องที่ไม่ต้องนำมาสอน ซึ่งมีความสำคัญยิ่งในปัจจุบันเนื่องจากหนังสือเรียนบรรจุสาระสนเทศไว้มากเกินกว่าที่จะนำมาสอนอย่างมีประสิทธิผลในระยะเวลาหนึ่งภาคเรียน ควรยึดหลักว่า เพื่อเป็นผลดีต่อ การเรียนรู้จริงๆ ของผู้เรียน สื่อการเรียนรู้ที่จำเป็นถึงแม้ว่าจะน้อยแต่ก็ดีกว่าสื่อการเรียนรู้ขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเรียน
            วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ เนื้อหาสาระที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ อจจะแบ่งได้หลายลักษณะ เช่น กาเย่ และบริกส์ (Gagne and Briggs 1974 : 53 - 70) กำหนดสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1)ข้อมูลที่เป็นความรู้ 2) เจตคติ และ 3) ทักษะ ส่วนเดคโค (De Cecco 1968 : 214 – 447 ) แบ่งสาระการเรียนรู้ตามจุดประสงค์เป็น 1) ทักษะ 2) ความรู้ที่เป็นข้อมูลธรรมดา 3) ความคิดรวบยอดและหลักการ และ 4) การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์และการค้นพบ
            การวิเคราะห์เนื้อหาสาระ ควรดำเนินการดังนี้
            ตัดสินใจให้ได้ว่าสารสนเทศใดมีความจำเป็นสูงสุด
            แบ่งออกเป็นมโนทัศน์ย่อย ๆ
           ขอเสนอแนะให้นำโครงสร้างการจำแนกจุดประสงค์การเรียนรู้มาใช้ในการตัดสินใจในการสอน อาทิ การจำแนกจุดมุ่งหมายการศึกษาของ บลูม (Bloom’s Taxonomy)

เพิ่มเติม

 ทฤษฎีการเรียนรู้กาเย่


                    โรเบิร์ต กาเย่ (Robert Gagne) เป็นนักปรัชญาและจิตวิทยาการศึกษาชาวอเมริกา (1916-2002) ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการสอน คือ ทฤษฎีเงื่อนไขการเรียนรู้ (Condition of Learning)โดยทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่จัดอยู่ในกลุ่มผสมผสาน (Gagne’s eclecticism)   ซึ่งเชื่อว่า ความรู้มีหลายประเภท  บางประเภทสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องใช้ความคิดที่ลึกซึ้งบางประเภทมีความซับซ้อนจำเป็นต้องใช้ความสามารถในขั้นสูง  ทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่อธิบายว่าการเรียนรู้มีองค์ประกอบ  3  ส่วน  คือ
    ก.หลักการและแนวคิด
                     1)   ผลการเรียนรู้หรือความสามารถด้านต่าง ๆ  ของมนุษย์   ซึ่งมีอยู่  5  ประเภท  คือ
ทักษะทางปัญญา  (Intellectual  skill) ซึ่งประกอบด้วยการจำแนกแยกแยะการสร้างความคิดรวบยอด   การสร้างกฎ   การสร้างกระบวนการหรือกฎชั้นสูง 
                          –  กลวิธีในการเรียนรู้ (Cognitive  strategy)
                          –  ภาษาหรือคำพูด (verbal  information)
                          –  ทักษะการเคลื่อนไหว (motor  skills)
                          –  และเจตคติ (attitude)
            2)    กระบวนการเรียนรู้และจดจำของมนุษย์   มนุษย์มีกระบวนการจัดกระทำข้อมูลในสมอง ซึ่งมนุษย์จะอาศัยข้อมูลที่สะสมไว้มาพิจารณาเลือกจัดกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  และในขณะที่กระบวนการจัดกระทำข้อมูลภายในสมองกำลังเกิดขึ้น   เหตุการณืภายนอกร่างกายมนุษย์มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมหรือการยับยั้งการ เรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายในได้  
 ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนกาเย่จึงได้เสนอแนะว่า ควรมีการจัดสภาพการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับการเรียนรู้แต่ละประเภท ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน  และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ภายในสมอง   โดยการจัดสภาพภายนอกให้เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ภายในของผู้เรียน
     ข.วัตถุประสงค์
                เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหาสาระต่าง ๆ  ได้อย่างดี   รวดเร็ว  และสามารถจดจำสิ่งที่เรียนได้นาน
     ค.กระบวนการเรียนการสอน              
                กาเย่ได้นำเอาแนวความคิดมาใช้ในการเรียนการสอนโดยยึดหลักการนำเสนอเนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์   หลักการสอน  9  ประการ  ได้แก่ 
                1.เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention)
กระตุ้นหรือเร้าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจกับบทเรียนและเนื้อหาที่จะเรียนการเร้า   ความสนใจ ผู้เรียนนี้อาจทำได้โดย การจัดสภาพแวดล้อมให้ดึงดูดความสนใจ  เช่น  การใช้ภาพกราฟิก  ภาพเคลื่อนไหว และ/หรือการใช้เสียงประกอบบทเรียนในส่วนบทนำ
                2.บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objective)
การบอกให้ผู้เรียนทราบถึงจุดประสงค์ของบทเรียนนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเรียนการสอนบนเว็บที่ผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียนของตนเองได้โดย   การเลือกศึกษาเนื้อหาที่ต้องการศึกษาได้เอง   ดังนั้นการที่ผู้เรียนได้ทราบถึงจุดประสงค์ของบทเรียนล่วงหน้าทำให้ผู้เรียนสามารถมุ่งความสนใจไปที่เนื้อหาบทเรียนที่เกี่ยวข้อง  อีกทั้งยังสามารถเลือกศึกษาเนื้อหาเฉพาะที่ตนยังขาดความเข้าใจที่จะช่วยทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตรงตามจุดประสงค์ของบทเรียนที่ได้กำหนดไว้
                3.ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge)
การทบทวนความรู้เดิมช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหาใหม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นรูปแบบการทบทวนความรู้เดิมในบทเรียนบนเว็บทำได้หลายวิธี  เช่น  กิจกรรมการถาม-ตอบคำถาม หรือการแบ่งกลุ่มให้ผู้เรียนอภิปรายหรือสรุปเนื้อหาที่ได้เคยเรียนมาแล้ว  เป็นต้น                
                4.นำเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information)
การนำเสนอบทเรียนบนเว็บสามารถทำได้หลายรูปแบบด้วยกัน  คือ  การนำเสนอด้วยข้อความ รูปภาพ  เสียง   หรือแม้กระทั่ง วีดิทัศน์   อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่ผู้สอนควรให้ความสำคัญก็คือผู้เรียน ผู้สอนควรพิจารณาลักษณะของผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อให้การนำเสนอบทเรียนเหมาะสมกับผู้เรียนมากที่สุด
                5.ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
การชี้แนวทางการเรียนรู้  หมายถึง  การชี้แนะให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนใหม่ผสมผสานกับความรู้เก่าที่เคยได้เรียนไปแล้ว   เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่รวดเร็วและมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
                6.กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน (Elicit Response)
นักการศึกษาต่างทราบดีว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นจากการที่ผู้เรียนได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนโดยตรง   ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนบนเว็บจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน  ซึ่งอาจทำได้โดยการจัดกิจกรรมการสนทนาออนไลน์รูปแบบ Synchronous หรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านเว็บบอร์ดในรูปแบบ  Asynchronous  เป็นต้น
                7.ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback)
ลักษณะเด่นประการหนึ่งของการเรียนการสอนบนเว็บก็คือการที่ผู้สอนสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้เรียนได้โดยตรงอย่างใกล้ชิด   เนื่องจากบทบาทของผู้สอนนั้นเปลี่ยนจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แต่เพียงผู้เดียวมาเป็นผู้ให้คำแนะนำและช่วยกำกับการเรียนของผู้เรียนรายบุคคล  และด้วยความสามารถของอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา  ทำให้ผู้สอนสามารถติดตามก้าวหน้าและสามารถให้ผลย้อนกลับแก่ผู้เรียนแต่ละคนได้ด้วยความสะดวก  
                8.ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess Performance)
การทดสอบความรู้ความสามารถผู้เรียนเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง  เพราะทำให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนได้ทราบถึงระดับความรู้ความเข้าใจที่ผู้เรียนมีต่อเนื้อหาในบทเรียนนั้นๆ  การทดสอบความรู้ในบทเรียนบนเว็บสามารถทำได้หลายรูปแบบ   ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบแบบปรนัยหรืออัตนัย การจัดทำกิจกรรมการอภิปรายกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มย่อยเป็นต้น  ซึ่งการทดสอบนี้ผู้เรียนสามารถทำการทดสอบบนเว็บผ่านระบบเครือข่ายได้
                9.สรุปและนำไปใช้ (Review and Transfer)
การสรุปและนำไปใช้ จัดว่าเป็นส่วนสำคัญในขั้นตอนสุดท้ายที่บทเรียนจะต้องสรุปมโนคติของเนื้อหาเฉพาะประเด็นสำคัญ ๆ   รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ   เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทบทวนความรู้ของตนเองหลังจากศึกษาเนื้อหาผ่านมาแล้ว   ในขณะเดียวกันบทเรียนต้องชี้แนะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องหรือให้ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม   เพื่อแนะแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษาต่อในบทเรียนถัดไปหรือนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นต่อไป



วิเคราะห์ภาระงาน


การวิเคราะห์ภาระงาน
          การวิเคราะห์ภาระงานคล้ายคลึงกับการวิเคราะห์งานแต่มีระดับของการวิเคราะห์อยู่ที่รายละเอียด – หน่อยย่อย การวิเคราะห์งานทำได้โดยการจำแนกงานออกเป็นภาระงานหลาบภาระ จากนั้นวิเคราะห์ภาระงานก็จะสามารถวเคราะห์ย่อยลงถึงส่วนประกอบโดยใช้คำถามในการวิเคราะห์เช่นเดียวกันกับการวิเคราะห์งาน ดังนี้
            ส่วนประกอบของแต่ละภาระงานคืออะไร
            ส่วนประกอบของต่ละส่วนสามารถนำมาเรียงลำดับด้วยอะไรได้บ้าง
            ส่วนประกอบแต่ละส่วนต้องใช้เวลาเท่าไร
            ขั้นตอนที่จำเป็น(critical steps) คืออไร และเส้นทางวิกฤติ(critical paths) คืออะไร
         ขั้นตอนที่จำเป็นหมายถึงภาระงานที่ไม่สามารถข้าม ละเว้นไม่ต้องปฏิบัติภาระงานนั้น มิฉะนั้นจะมีผลเสียต่อผลลัพธ์ที่จะได้เป้นปัจจัยป้อนให้กับขั้นต่อไปส่วนเส้นทางวิกฤติเป็นผลต่อเนื่องจากขั้นตอนที่จำเป็น เส้นทางวิกฤติมีผลต่อโอกาสที่จะประสอบผลสำเร็จของงานได้และในทำนองเดียวกันก็อาจเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งก็ได้
          การตัดสินใจเลือกภาระงานต้องคำนึงถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ซึ่งโปรแกรมที่ดีต้องแสวงหาวิธีการที่ดีที่สุดภายใต้กรอบค่าใช้จ่ายที่ได้รับ และต้องสนองจุดหมายของการเรียนรู้ไปพร้อมการเลือกภาระงานอาจแบ่งภาระงานได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1.      กลุ่มภาระงานที่จัดไว้สำหรับการเรียนแบบปกติ(formal)
2.      กลุ่มภาระงานที่จัดไว้สำหรับฝึกอบรมขณะปฏิบัติงาน(on – the – job – training :OJT)
3.      กลุ่มภาระงานที่ไม่ได้จัดไว้ทั้งการเรียนแบบปกติหรือ การฝึกอบรมขณะปฏิบัติงาน เช่น ชุดการศึกษาด้วยตนเอง ฯลฯ
คำถามที่ใช้ในการวิเคราะห์ภาระงาน
           Donal Clark,(2004 : 10) ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคำถามในการวิเคราะห์ภาระงานไว้ ดังนี้
    ภาระงานนี้มีความยุ่งยาก หรือซับซ้อนเพียงใด
    ในการปฏิบัติงานต้องใช้พฤติกรรมใดบ้าง
    ภาระงานนี้จะต้องกระทำบ่อยเพียงใด
    ภาระงานนี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานมากน้อยเพียงใด
    แต่ละคนทำภาระงานนี้ถึงระดับใด หรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งขอลชิ้นงาน ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานอะไรเป็นความสัมพันธ์ระหว่างภาระงานต่าง ๆ
    หากปฏิบัติภาระงานผิดพลาดหรือไม่ปฏิบัติเลย ผลจะเป็นอย่างไร
      อะไรเป็นขอบเขตของภาระงานในการปฏิบัติงานนั้น ๆ
      ระดับความชำนาญที่คาดหวังในการปฏิบัติภาระงาน ควรจะอยู่ระดับใด
      ภาระงานมีความสำคัญอย่างไร
      สารสนเทศใดที่มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติภาระ และจะได้มาจากแหล่งใด
      อะไรคือเงื่อนไขในผลการปฏิบัติงาน
      ในการดำเนินงานตามระบบ จำเป็นต้องมีการประสานงานกับบุคคลฝ่ายอื่น หรือภาระงานอื่นหรือไม่
      ภาระนั้น ๆ มากเกินกว่าความต้องการในด้านต่าง ๆ หรือไม่ เช่น ด้านการรับรู้ (perceptual) ด้านความรู้ (cognitive) และด้านทักษะ (psychomotor) และด้านกายภาพ (physical)
      ภาระนี้จะต้องกระทำบ่อยเพียงใด ภายใต้กรอบเวลา เช่น (รายงาน รายสัปดาร์ รายเดือน หรือรายปี)
      การปฏิบัติภาระงานนี้ต้องใช้เวลานานมากน้อยเพียงใด
      ในการปฏิบัติภาระงานนี้ บุคคต้องมีทักษะ ความรู้ และความสามารถต่าง ๆ อะไรเป็นพื้นฐาน
      เกณณฑ์ที่พึ่งประสงค์คืออะไร
      พฤติกรรมใดที่สามารถจำแนกได้ว่า ใครเป็นผู้ปฏิบัติงานที่ดี

เพิ่มเติม               

                          OJT คือ On the job training เป็นการพัฒนาพนักงานที่มีลักษณะเป็นการถ่ายทอดตัวต่อตัว หัวหน้างานหหรือผู้ฝึกจะสามารถชี้แนะ สั่งสอน ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคต่างๆ ให้แก่พนักงานได้อย่างละเอียดโดยตรง หัวหน้างานหรือผู้ฝึกและพนักงานจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด มีความสนิทสนมและไว้วางใจกัน ทั้งช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานด้วย



การวิเคราะห์งาน


การวิเคราะห์งาน
             การวิเคราะห์งานเป็นการตรวจสอบว่าการศึกษานั้น ๆ มีงานใดที่เป็นชีวิต และมีความรู้ทักษะและเจตคติใดบ้างที่นำไปสู่ความสำเร็จในการทำงานนั้น ๆ การวิเคราะห์งานช่วยให้แน่ใจว่าจะได้สาระและคุณค่าที่เกี่ยวข้องในการเรียนรู้
             คำถามหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์งานมนการวิเคราะห์งาน มีคำถามหลัก 3 ข้อ คือ
               ภาระงานใดงานใดเป็นข้อกำหนดของงาน
               การจัดเรียงลำดับของแต่ละภาระงานคืออะไร
               เวลาที่ใช้ในการทำแต่ภาระงาน
             สุดท้ายหาคำตอบให้ได้ว่าภาระงานใดมีความสำคัญ เนื่องจากงาน ประกอบด้วยภาระงานหลายภาระงาน
             การวิเคราะห์งานทำได้อย่างไร
             วิธีการวิเคราะห์งานที่ใช้บ่อย คือ
             การสอบถาม(questionnaires) การสำรวจโดยส่งแบบสอบถามทางไปษณีย์ หรือไปษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สอบถามผู้เชี่ยวชาญ เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายน้อยและได้ข้อมูลจำนวนมาก
             การสัมภาษณ์(interviews) การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ หรือการพบปะสนทนาเป็นรายบุคคลกับผู้เชี่ยวชาญ เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลามาก แต่มีข้อดีสำหรับคำถามปลายเปิด หรือสามารถถามเพิ่มเติมในประเด็นที่ต้องการในทันที
             การสนทนากลุ่ม(focus groups) การสัมภาษณ์กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะให้ผลดีกว่าในประเด็นที่จะช่วยให้ตรงประเด็นมากกว่า มิฉะนั้นอาจจะเข้าใจผิดหรือมโนทัศน์ที่ผิดพลาดได้


วิเคราะห์ภาระงาน (Task Analysis)


    T : วิเคราะห์ภาระงาน (Task Analysis) ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้ ความรู้(knowledge) ทักษะ(Skill) และเจตคติ(Attitude) ที่เกี่ยวข้อง เพื่ออธิบายภาระงานหรือกิจกรรมที่ช่วยนำทางผู้เรียนไปสู่จุดหมายการเรียนรู้ การวิเคราะห์งานจะเขียนแสดงความสัมพันธ์ด้วย KSA diagram คือ Knowledge-Skill Attitudes การวิเคราะห์ภาระงานเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์การเรียนการสอน ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ
     1.ตัดสินใจให้ได้ว่าเป็นความต้องการในเรื่องการเรียนการสอน มีภาระงานที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน
     2.ต้องความชัดเจนว่าต้องเรียนรู้เรื่องใดมาก่อน จึงจะนำไปสู่ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
     3.การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน จากขั้นที่ 2 บอกให้รู้ว่าผู้เรียนจะต้องเรียนรู้และวัดผลในเรื่องใด
     Donald Clark, (2004 : 13) เสนอแนวทางการวิเคราะห์ตามกระบวนการออกแบบการเรียนการสอนนี้ว่า เป็นการปฏิบัติเพื่อลงสรุปให้ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียนการสอนให้ชัดเจน ดังนี้
     ทบทวนระบบหรือกระบวนการเพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น
     เรียบเรียงภาระงาน (ถ้าจำเป็น)
·       ระบุ งาน
·       บรรยายลักษณะงาน
·       รายงาน ภาระงานของแต่ละงาน
วิเคราะห์ภาระงานนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อสนองตอบความต้องการการเรียนรู้
เลือกภาระงานสำหรับการการสอน (ภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องก็ควรจะเลือกใช้วิธีอื่น(ที่ไม่ใช่การสอน)
สร้างเครื่องมือ วัดผลการปฏิบัติ
เลือกวิธีการเรียนการสอน
ประมาณค่าใช้จ่ายในการสอน(ถ้าจำเป็น)
หมายเหตุ คำว่า(ถ้าจำเป็น) อาจไม่ต้องทำก็ได้ เมื่อผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายรับทราบกิจกรรมนั้น ๆ ทราบแล้ว



เพิ่มเติม
                          KSA หมายถึง การมีความรู้ (Knowledge) ในงานที่เหมาะสมที่จะทำงานนั้นๆ ให้ได้ดีบ้าง, การมีทักษะ (Skills) หรือความเชี่ยวชาญชำนาญในงานที่ท่านปฏิบัติได้เป็นอย่างดีบ้าง และการที่มีคุณลักษณะภายใน (Attributes) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนภายในที่จะทำให้งานนั้นประสบความสำเร็จ เช่น ความขยัน, ความอดทน, ความซื่อสัตย์, ความรับผิดชอบ, ความละเอียดรอบคอบ ฯลฯ ที่จะมีส่วนเสริมส่งให้งานที่ทำบรรลุผลสำเร็จได้เป็นอย่างดีบ้าง
ดังนั้น ลองหันกลับมาทบทวนค้นหาขีดความสามารถในตัวเองให้เจอว่าเรามีความรู้, ทักษะ และคุณลักษณะภายในเหมาะที่จะทำงานด้านใดบ้างแล้วพัฒนเจ้า KSA นั้นไปให้เต็มที่ เต็มศักยภาพที่มี และใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่มีภายในตัวให้ตรงกับงานที่รับผิดชอบอยู่อย่างเต็มที่ ก็จะประสบความสำเร็จได้แน่นอน




วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ตรวจสอบทบทวน


ตรวจสอบและทบทวน
ในการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ขั้น การกำหนดจุดหมายการเรียนรู้ ปฏิบัติการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ด้วยการระบุสาระ มาตรฐานและตัวชี้วัด จากหลักสูตรที่ตรงกับสาขาวิชาเอกหรือกลุ่มสาระที่สนใจแล้วเขียนข้อความที่แสดงว่าผู้เรียนจะเรียนรู้อะไร และสามารถทำอะไรได้ ข้อความที่เป็นความรู้ โดยการระบุความรู้ในรูปของสารสนเทศ (declarative knowledge) ( เช่น ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ เรื่อง...) และข้อความที่เป็นการปฏิบัติ โดยการระบุทักษะ การปฏิบัติ หรือกระบวนการ (procedural knowledge) ( เช่น ผู้เรียนสามารถที่จะปฏิบัติหรือกระทำเรื่อง...)

ตัวอย่าง

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
การวิเคราะห์ตัวชี้วัด   ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑
สาระที่  ๑   สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต
มาตรฐาน ว  ๑๑     เข้าใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทำงานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้  สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต
ตัวชี้วัด
ผู้เรียนรู้อะไร
ผู้เรียนทำอะไรได้
 ๑เปรียบเทียบความ
แตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิต
กับสิ่งไม่มีชีวิต 
    สิ่งมีชีวิตมีลักษณะแตกต่างจากสิ่งไม่มีชีวิต  โดยสิ่งมีชีวิตจะมีการเคลื่อนที่ 
กินอาหาร  ขับถ่าย หายใจ  เจริญเติบโต  สืบพันธุ์และตอบสนองต่อ   สิ่งเร้าแต่สิ่งไม่มีชีวิตจะไม่มีลักษณะดังกล่าว
   ตั้งคำถาม วางแผน สังเกตและสำรวจ รวบรวม  บันทึกผล วิเคราะห์ สรุปและ เขียนแผนภาพเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต และนำเสนอด้วยวาจา
 ๒.  สังเกตและอธิบาย
ลักษณะและหน้าที่ของ
โครงสร้างภายนอกของพืช
และสัตว์ 
1.  โครงสร้างภายนอกของพืช ได้แก่ 
ราก  ลำต้น ใบ และผล แต่ละส่วนทำหน้า
ที่แตกต่างกัน
2.  โครงสร้างภายนอกของสัตว์ ได้แก่
ตา  หู จมูก ปาก เท้า และขา แต่ละส่วน
ทำหน้าที่แตกต่างกัน
      ตั้งคำถาม วางแผนสังเกตและ สำรวจ รวบรวมข้อมูล บันทึกผลการสังเกต  สรุป
และอธิบายลักษณะและหน้าที่ของโครงสร้างภายนอกของพืชและสัตว์ และนำเสนอด้วยวาจา
 ๓สังเกตและอธิบาย
ลักษณะ หน้าที่และ
ความสำคัญของอวัยวะ
ภายนอกของมนุษย์
ตลอดจนการดูแลรักษา
สุขภาพ
อวัยวะภายนอกของมนุษย์มีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกัน  อวัยวะเหล่านี้มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตจึงต้องดูแลรักษาและป้องกันไม่ให้อวัยวะเหล่านั้นได้รับอันตราย
  ตั้งคำถาม วางแผนการสังเกต สังเกต รวบรวม บันทึกการสังเกต อภิปรายสรุปผล
การสังเกต และอธิบายลักษณะ หน้าที่ความสำคัญของอวัยวะภายนอกของมนุษย์
และกำหนดแนวทางในการป้องกันดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง และนำเสนอด้วยวาจา




สาระที่  ๑   สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต
มาตรฐาน ว  ๑.๒      เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่มีผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม  มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสาร สิ่งที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ผู้เรียนรู้อะไร
ผู้เรียนทำอะไรได้
1. ระบุลักษณะของ
สิ่งมีชีวิตในท้องถิ่นและ
นำมาจัดจำแนกโดยใช้
ลักษณะภายนอกเป็นเกณฑ์
     สิ่งมีชีวิตในท้องถิ่นจะมีทั้งลักษณะ
ที่เหมือนกันและแตกต่างกัน  ซึ่งสามารถ
นำมาจำแนกโดยใช้ลักษณะภายนอกเป็นเกณฑ์
    สังเกต ตั้งคำถาม วางแผนการสำรวจ  สำรวจ รวบรวมข้อมูล บันทึก วิเคราะห์ สรุปผลการสำรวจเพื่อระบุลักษณะของสิ่งมีชีวิตในท้องถิ่นและนำมาจัดจำแนก
โดยใช้ลักษณะภายนอก  เป็นเกณฑ์ และนำเสนอด้วยวาจา

สาระที่ ๓   สารและสมบัติของสาร
มาตรฐาน ว   ๓๑   เข้าใจสมบัติของสาร  ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค  มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ผู้เรียนรู้อะไร
ผู้เรียนทำอะไรได้
1. สังเกตและระบุลักษณะที่ปรากฏหรือสมบัติของวัสดุที่ใช้ทำของเล่นของใช้ในชีวิตประจำวัน
วัสดุที่ใช้ทำของเล่นในชีวิตประจำวันอาจมีรูปร่าง สี ขนาด พื้นผิว ความแข็งเหมือนกันหรือแตกต่างกันพื้นผิว
ตั้งคำถาม วางแผนและสังเกต รวบรวมข้อมูล บันทึก วิเคราะห์ สรุปผลการสังเกตและระบุลักษณะที่ปรากฏหรือสมบัติของวัสดุที่ใช้ทำของเล่น ของใช้ในชีวิตประจำวัน และนำเสนอด้วยวาจา
6. จำแนกวัสดุที่ใช้ทำ
ของgล่น ของใช้ใน
ชีวิตประจำวัน รวมทั้ง
ระบุเกณฑ์ที่ใช้จำแนก
ลักษณะหรือสมบัติต่าง ๆ ของวัสดุ สามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกวัสดุที่ใช้ทำของเล่น ของใช้ในชีวิตประจำวัน
ตั้งคำถาม วางแผนและสังเกต รวบรวมข้อมูล บันทึก วิเคราะห์ สรุปผลการสังเกต  จำแนกวัสดุที่ใช้ทำของเล่น ของใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งระบุเกณฑ์ที่ใช้จำแนก และนำเสนอด้วยวาจา

สาระที่ ๔   แรงและการเคลื่อนที่
มาตรฐาน ว ๔๑      เข้าใจธรรมชาติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง และแรงนิวเคลียร์  มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องและมีคุณธรรม  
ตัวชี้วัด
ผู้เรียนรู้อะไร
ผู้เรียนทำอะไรได้
1. ทดลองและอธิบาย
การดึงหรือการผลักวัตถุ  
การออกแรงกระทำต่อวัตถุอาจทำให้วัตถุเคลื่อนที่หรือไม่เคลื่อนที่และ เปลี่ยนแปลง
รูปร่างหรืออาจไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่าง
สังเกต  ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐาน  ทดลอง บันทึกผลการทดลอง อภิปราย  สรุปผล
การทดลองและนำเสนออธิบายผลของ
การออกแรงดึงหรือผลักวัตถุ

สาระที่ ๖    กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
มาตรฐาน ว ๖๑      เข้าใจกระบวนการต่าง ๆ   ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกและภายในโลก ความสัมพันธ์ของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และสัณฐานของโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ผู้เรียนรู้อะไร
ผู้เรียนทำอะไรได้
1. สำรวจ ทดลอง
และอธิบายองค์ประกอบ   
และสมบัติทางกายภาพ
ของดินในท้องถิ่น 
1.  ดินประกอบด้วย เศษหิน ซากพืช    ซากสัตว์
โดยมีน้ำและอากาศแทรกอยู่ในช่องว่าง          ของ
เม็ดดิน
2.  ดินในแต่ละท้องถิ่นมีสมบัติทางกายภาพแตกต่างกันในด้านของบสี เนื้อดิน  การอุ้มน้ำ การจับตัวของดิน
      สังเกต ตั้งคำถาม วางแผนการสำรวจและทดลอง   สำรวจ ทดลอง  รวบรวมข้อมูล บันทึก  สรุปผลการสำรวจและทดลอง เขียน mind map อธิบายองค์ประกอบและสมบัติทางกายภาพของดินในท้องถิ่น และนำเสนอผลด้วยวาจา






สาระที่ ๗   ดาราศาสตร์และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๗๑      เข้าใจวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซีและเอกภพการปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะและผลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์  การสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ผู้เรียนรู้อะไร
ผู้เรียนทำอะไรได้
1. ระบุว่าในท้องฟ้า
มีดวงอาทิตย์    ดวงจันทร์
และดวงดาว 
ในท้องฟ้ามีดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์ และดวงดาว โดยจะมองเห็นท้องฟ้ามีลักษณะเป็นครึ่งวงกลมครอบแผ่นดินไว้
สังเกต   ตั้งคำถาม วางแผนสังเกต สังเกต  รวบรวมข้อมูล  บันทึกข้อมูล สรุปผลการสังเกต  และระบุได้ว่าในท้องฟ้า มีดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์และดวงดาว  นำเสนอผลโดยการวาดภาพระบายสีลักษณะของท้องฟ้าและจัดแสดงผลงาน

สาระที่ ๘    ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๘๑      ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม  มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
ผู้เรียนรู้อะไร/ทำอะไรได้
 ๑ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตามที่กำหนดให้หรือตาม ความสนใจ
.  วางแผนการสังเกต สำรวจตรวจสอบ  ศึกษาค้นคว้า โดยใช้ความคิดของตนเองและของครู
ใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสำรวจตรวจสอบ และบันทึกผลด้วยวิธีง่ายๆ
.  จัดกลุ่มข้อมูลที่ได้จากการสำรวจตรวจสอบและนำเสนอผล
.  แสดงความคิดเห็นในการสำรวจ  ตรวจสอบ
.  บันทึกและอธิบายผลการสังเกต สำรวจตรวจสอบ โดยเขียนภาพหรือข้อความสั้นๆ
.  นำเสนอผลงานด้วยวาจาให้ผู้อื่นเข้าใจ

จะนำไปแทรกในสาระที่ ๑ –   ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด


ชั้นบรรยากาศ

  บรรยากาศ  (atmosphere)  หมายถึง  อากาศในที่ต่าง ๆ ทั้งหมดซึ่งเป็นส่วนที่ห่อหุ้มโลกอยู่โดยรอบ  จะอยู่สูงจากผิวโลกขึ้นไปประมาณ 800-1,000 กิโ...